ตำรายาสมุนไพร
  
   เรื่องน่ารู้ของสมุนไพร
   สรรพคุณของสมุนไพร
   ตำรายาสมุนไพร
      โรคไขมันอุดตัน
      เส้นโลหิต..
      โรคเบาหวาน
      โรคความดันโลหิตสูง
      โรคผมร่วง
      โรคหืด
      โรคต่อมทอนซิลอักเสบ
      โรคหลอดลมอักเสบ
   น้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
 
โรคไขมันอุดตันเส้นโลหิตและหัวใจ

โรคไขมันอุดตันเส้นโลหิต หรือหัวใจนั้น เนื่องจากคนไข้รับประทานอาหารที่ประกอบด้วยไขมัน
ต่างๆ เช่น ไข่แดง นม เนย และน้ำมันสัตว์ต่างๆ เช่น น้ำมันหมูหรือไขมันของไก่ และน้ำมันพืช
ต่างๆ เช่นน้ำมันมะพร้าว กระทิ เหล่านี้เป็นต้น เมื่อไขมันเหล่านี้คนไข้รับประทานเข้าไปสะสม
ในโลหิตมากกว่าปริมาณปกติ ไขมันเหล่านี้ก็จะไปอดุ เส้นโลหิตให้เกิดตีบตันขึ้นหรือไปอุดเส้น
โลหิตที่หัวใจตีบตัน เป็นต้น ในปัจจุบันนายแพทย์ชาวอังกฤษได้ค้นพบว่า "หัวหอมสดๆ และ
กระเทียมสดๆ" นั้นมีกรดไลโนลิคแอซิด สามารถใช้ลดไขมันในโลหิตได้เป็นอย่างดี โดย
รับประทานเป็นประจำควบกับอาหารประจำวัน

อนึ่ง สำหรับสมุนไพรของไทยเราซึ่งขึ้นในจังหวัดภาคเหนือ คือ "ดอกคำฝอย (Carthamus
Tinctorius Linn)" ตามตำรับยาไทยโบราณของเราใช้เป็นส่วนผสมยาบำรุงโลหิต หรือแก้โลหิต
เป็นพิษ แต่นักวิทยาศาสตร์ได้พิเคราะห์ พบว่า ดอกคำฝอยนี้มี "กรดไลโนลิคแอซิด"อยู่มากมาย
และสามารถใช้ลดไขมันในโลหิตได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นหากผู้ใดไม่ชอบรสหรือกลิ่นของ กระเทียม
หรือหัวหอม ก็ควรใช้ดอกคำฝอยชงน้ำรับประทานก็ได้ผลในการลดไขมันในโลหิตและป้องกัน
โรคไขมันอุดตันในเส้นโลหิตและหัวใจ เช่นเดีนวกัน.

วิธีใช้ "ดอกคำฝอย" ลดไขมันในโลหิต หรือป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือดก็คือ.
1. ใช้ดอกคำฝอยประมาณ 1 หยิบมือ
2. ผสมด้วยดอกเก็กฮวย ประมาณ 10 ดอก
3. ผสมด้วยน้ำบริสุทธิ์ประมาณ 500 ซี.ซี.
แล้วเคี่ยวประมาณ 30 นาที แล้วนำมารับประทานต่างน้ำชาวันละ 2-3 ครั้งๆละ 1 ถ้วยน้ำเย็น
หรือประมาณ 75-150 ซี.ซี. กรดไลโนลิคแอซิดในดอกคำฝอยย่อมจะเข้าไปทำปฎิกิริยากับ
ไขมันในโลหิตและ ขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระ หากรับประทานติดต่อกันสัก 3-7 วัน
สำหรับบุคคลที่มีไขมันในโลหิตสูงกว่าปกติ ไขมันก็จะลดลงเป็นปกติทันที การปรุงรสดอก
คำฝอย หากจะให้รสอร่อย ควรผสมน้ำตาลทรายขาว ประมาณ 2-3 ช้อนชา ต่อน้ำยา 1 ถ้วย
รสของน้ำยาดอกคำฝอยจะหายขื่นและเฝื่อนทันทีและเกิดรสหอมอร่อย รับประทานไม่เบื่อ
และจะได้ประโยชน์ในทางสุขภาพของร่างกายเพิ่มขึ้นอีก 2 ประการ คือ คุณสมบัติของ
ดอกเก็กฮวยนั้น มีส่วนช่วยให้ปอดและหลอดลมแข็งแรง ทำให้ระบบการหายใจสะดวกยิ่ง
ขึ้น และไปกระตุ้นไตให้ทำงานตามปกติ ฉะนั้นยาดอกคำฝอยสูตรนี้จึงเป็นประโยชน์แก่ผู้
ใช้ในขณะเดียวกัน 3 ประการ ดังกล่าวมาแล้ว.

โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานนั้นสาเหตุเนื่องมาจาก"ต่อมไร้ท่อของตับอ่อนหย่อนสมรรถภาพในการผลิตสาร
โฮโมนอินซูลินออกมาผสมกับโลหิตตามปกติ" จึงเป็นเหตุให้น้ำตาลในโลหิตของคนไข้เพิ่มขึ้น
กว่าปกติ และไม่สามารถใช้น้ำตาลให้เกิดพลังงานแก่ร่างกายได้ แต่กลับปล่อยน้ำตาลออกจาก
ร่างกายทางปัสสาวะ คนไข้เหล่านี้จึงมีอาการอ่อนเพลียและ อาจเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตาม
มาภายหลัง เช่น โรคเส้นโลหิตแข็ง เส้นโลหิตตีบ โรคหัวใจอ่อน โรคไตอักเสบ ฯลฯ

วิธีบำบัดรักษาโรคเบาหวานด้วยสมุนไพรไทยของเรามีพืชหลายชนิดที่สามารถใช้รักษาได้
เช่น เมล็ดสตอ ใบตำลึง ฯลฯ ส่วนสมุนไพรก็มีอยู่หลายอย่าง เช่น กาฝากของต้นมะม่วง กาฝาก
ของต้นนุ่น ในสัก ฯลฯ แต่พืชหรือสมุนไพรต่างๆ ดังกล่าวมาแล้วบางอย่างมีคุณสมบัติเพียงลด
น้ำตาลในปัสสาวะของคนไข้เท่านั้น แต่ไม่อาจลดน้ำตาลในโลหิตได้แน่นอน แต่มีสมุนไพร
บางชนิดที่สามารถใช้รักษาโรคเบาหวานได้ผลดีไม่แพ้ยาประเภทอินซูลิน หรือยาประเภท
ไดอาบีเทส ทั้งนี้เพราะสามารถลดน้ำตาลในโลหิตและในปัสสาวะได้พร้อมกัน สมุนไพรของ
ไทยชนืดนี้คือ "ใบอินทนิลน้ำ ซึ่งภาษาพื้นเมืองในภาคต่างๆ เรียกว่า "อินทนิล, ตระแบกดำ,
อินทนิลสีชมพู, ซ่องมู, บาเอ, และบางอชะบา"

การใช้ใบอินทนิลน้ำรักษาโรคเบาหวานนั้น ควรใช้ หม้อเคลือบ หรือ หม้อดิน ต้มให้เดือด
ประมาณ 15 นาที แล้วจึงนำมาชงในกาน้ำให้คนไข้รับประทานต่างน้ำตลอดทั้งวัน ก่อนต้มใบ
อินทนิล ควรใช้มือขยำใบอินทนิลแห้งให้แตกละเอียดเสียก่อน หากคนไข้ชอบรสชาจะเติม
ชาจีนอ่อนๆผสมลงไปด้วยก็ได้ และจะต้องใช้ปริมาณให้เหมาะสม กับอาการป่วยของคนไข้
จึงแสดงฤทธิ์ลดน้ำตาลในโลหิตและในปัสสาวะได้ผลดีและแน่นอน เช่น คนไข้มีปริมาณ
น้ำตาลในโลหิตมากตั้งแต่ 200 หน่วยขึ้นไป หรือน้ำตาลในปัสสาวะมีมากตั้งแต่บวกสอง
ขึ้นไปก้ต้องใช้ในอินทนิลน้ำอย่างน้อยครั้งละ 18-20 ใบ หากคนไข้มีน้ำตาลในโลหิตมากกว่า
ปกติ เช่น มีปริมาณตั้งแต่ 300 หน่วยขึ้นไป หรือมีน้ำตาลในปัสสาวะบวกสามหรือบวกสี่ ก็
จำต้องใช้ในอินทนิลน้ำแก่คนไข้อย่างน้อย 25-35 ใบ ในระยะ 7-15 วัน เมื่อน้ำตาลในโลหิต
หรือในปัสสาวะลดลงมาก็จะต้องลดปริมาณใบอินทนิลตามลงมาด้วย เช่น เมื่อคนไข้มีน้ำตาล
ในโลหิตลดลงมาเหลือ 100-120 หน่วย หรือน้ำตาลในปัสสาวะลดลงเหลือเพียงบวกหนึ่ง ใน
ครั้งต่อไปก็ควรใช้ใบอินทนิลน้ำเพียงครั้งละ12-15 ใบติดต่อกันไปอีกสัก 20-30 วัน หากตรวจ
พบว่าน้ำตาลในโลหิตหรือในปัสสาวะของคนไข้ลดลงในระดับปกติแล้ว (70-110) ก็ควรงดให้
ใบอินทนิลแก่คนไข้ชั่วคราวจนกว่าจะพบว่าเพิ่มขึ้น

อนึ่งระหว่างที่ใช้ใบอินทนิลรักษาคนไข้ ควรแนะนำให้คนไข้จำกัดอาหารบางประเภท เช่น
อาหารประเภทแป้งให้ลดลง อาหารประเภทน้ำตาลควรรับประทานรสหวานพอสมควร
อาหารประเภทไขมันและอาหารประเภทโปรตีนสูงควรลดลงให้เหลือน้อยกว่าปกติและควร
รับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้ที่ไม่มีรสจัดแทน อาหารที่ต้องห้ามโดยเด็ดขาดซึ่ง
เป็นพิษแก่โรคเบาหวาน คือ สุรา เบียร์ กระแช่ อาหารที่มีแอลกอฮอล์เจือปนทุกชนิดของหมัก
ดองทุกชนิด ผงชุรส น้ำอัดลม แหนม ลาบ ปลาร้า ปลาเจ่า ส้มฟัก หูฉลาม ปลาฉลาม ปลากระเบน
ปลาไหล รังนก ปลิงทะเล แมงกระพรุน หอย ปู ทุกชนิด ยำต่างๆ ที่รสจัด เนื้อโค กระบือ ทุเรียน
เนย นมเปี้ยว นมที่มีไขมันสูงเช่นครีมต่างๆ หน่อไม้สด และหน่อไม้ดอง อาหารที่มีรสจัดทุกชนิด
ยาที่มีรสจัดทุกชนิด ยาดองทุกชนิด อาหารต่างๆ ดังกล่าวล้วนออกฤทธิ์เป็นกรดย่อมแสลง
โรคเบาหวานทั้งสิ้น.

โรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูงนั้น มีสมุนไพรไทยที่สามารถใช้รักษาได้ผลดี คือ "ใบทองพันชั่ง
(Rhenacanthus)"วิธีใช้้ให้นำใบทองพันชั่งในระยะไม่อ่อนหรือแก่่เกินไปนำมาตากแดดให้
แห้งโดยผึ่งแดดเท่านั้น(ห้ามการใช้คั่วด้วยไฟ) ประมาณ 1 หยิบมือ หรือประมาณ 20 ใบ ผสม
กับชาจีน1หยิบมือ แล้วชงน้ำร้อนเดือดลงไปปล่อยทิ้งไว้สัก 15 นาที แล้วนำมารับประทานวันละ
3 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า กลางวัน และเย็น 5-7 วันติดต่อกัน จากนั้นควรวัดความดันโลหิตเสียครั้ง
หนึ่งว่าความดันของโลหิตลดลงเป็นปกติหรือยัง หากความดันโลหิตยังสูงกว่าปกติก็ควรรับประทาน
ต่อไปอีก 5-7 วัน แล้วนำคนไข้ไปตรวจวัดความดันโลหิตอีกครั้งหนึ่ง หากความดันโลหิตลดลง
เป็นปกติแล้ว ก็ควรแนะนำให้คนไข้งดการรับประทานน้ำยาของใบทองพันชั่งทันที หากคนไข้ผู้นั้น
มีหัวใจปกติจะให้รับประทานต่อไปอีกสัก 3-4 วันก็ได้ การรับประทานก็รับประทานครั้งละ 1 ถ้วยชา
วันละ 2-3 ครั้งก่อนอาหารเช้าเย็น โรคความดันโลหิตสูงก็จะทุเลาอย่างเร็ว

ห้ามใช้ใบทองพันชั่งรักษาโรคต่างๆ ในกรณีที่คนไข้ป่วยเป็นโรค
1. โรคความดันโลหิตต่ำ
2. โรคโลหิตจาง
3. โรคมะเร็งในเม็ดโลหิต
4. โรคเกี่ยวกับหัวใจทุกชนิด
5. โรคหืด
เนื่องจากใบทองพันชั่งมีสรรพคุณลดความดันของโลหิตให้ต่ำลง แต่คนไข้ที่มีความดันของโลหิต
ปกติ โอสถสารของใบทองพันชั่งจะไม่เกิดปฎิกิริยาลดความดันของโลหิตให้ต่ำกว่าปกติแต่อย่างไร
นอกจากใช้ใบทองพันชั่งรักษาได้แล้ว ยังสามารถใช้ ใบและต้นคื่นไช่ สดๆ 1-2 กำมือ ตำให้ละเอียด
แล้วคั้นน้ำรับประทานครั้งละ1-2 ช้อนโต๊ะวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร โอสถของใบคื่นไช่มีคุณสมบัติ
ในการจะลดความดันของโลหิตได้เป็นอย่างดีและสามารถใช้แก้โรคความดันโลหิตสูงได้ผลดี คนไข้
ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เนื่องมาจากโรคไตอักเสบหรือไตหย่อนสมรรถภาพแล้วจะต้องรักษา
โรคไตให้หายด้วย โรคความดันโลหิตสูงจึงจะหาย.

โรคผมร่วง

โรคผมร่วงในบริเวณศรีษะนั้น วิธีการรักษาก็เพียงใช้ ใบทองพันชั่งสดๆ ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป มาตำกับ
น้ำบริสุทธิ์ แล้วนำกากของใบทองพันชั่งไปพอกบริเวณศรีษะที่เกิดผมร่วง แล้วใช้ผ้าขาวโพกคาดให้ใบ
ทองพันชั่งติดอยู่กับบริเวณที่ผมร่วงไว้ตลอดทั้งวัน และอย่าปล่อยให้กากของใบทองพันชั่งที่โพกอยู่บน
ศรีษะนั้นแห้งให้คอยเอาน้ำเย็นสะอาดๆ หยอดใส่กากของใบยาชุ่มอยู่เสมอๆ ให้ปฎิบัติติดต่อกันอย่างนั้น
15-30 วัน ศรีษะบริเวณที่ผมร่วง จะมีผมกลับขึ้นตามเดิม แม้บางคนผมร่วงทั้งศรีษะ และใช้วิธีการ
ดังกล่าว ยังสามารถทำให้ผมขึ้นเต็มศรีษะในระยะต่อมาเพียง 30-45 วันเท่านั้น.

โรคหืด
วิธีการรักษาโรคหืดสามารถใช้สมุนไพรไทยด้วยการใช้ใบสังกรณีฯ การรักษาโรคหืดในระยะแรก ให้ใช้
ใบสังกรณีฯ สดๆ ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป 10-15 ช่อ ผสมด้วยน้ำบริสุทธิ์ 2 ถ้วยข้าวต้ม หรือประมาณ
600 ซี.ซี. แล้วเคี่ยงให้งวดประมาณ 15-30 นาที ให้น้ำยาเหลือเพียง 150 ซี.ซี. หรือประมาณค่อนถ้วย
ข้าวต้มแล้วนำมาให้คนไข้รับประทานก่อนอาหารเช้าประมาณ30 นาที ในขณะที่น้ำยายังอุ่นๆอยู่ค่อนข้าง
ร้อน พอคนไข้จะสามารถรับประทานได้และนำกากยาของใบยาที่เหลือตอนเช้ามาผสมกับกับใบสังกรณีฯ
ใหม่สดๆ จำนวน 15 ช่อ แล้วเติมน้ำเท่ากับปริมาณในครั้งแรกแล้วเคี่ยวงวดให้เหลือยาเท่าครั้งแรก แล้ว
นำมาให้คนไข้รับประทานก่อนอาหารกลางวันอีกครั้งหนึ่ง โดยให้คนไข้รับประทานน้ำยาของใบสังกรณีฯ
ให้หมดถ้วยในครั้งเดียว ส่วนกากของใบยาที่เหลือในตอนเช้าและตอนกลางวันนั้นให้นำมาผสมด้วย
ใบสังกรณีฯ สดๆอีก 10 ช่อ แล้วผสมด้วยน้ำบริสุทธิ์เท่ากับตอนเช้าแล้วนำมาเคี่ยวงวดให้เหลือน้ำยาเท่า
ครั้งแรกเช่นกันแล้วนำมาให้คนไข้รับประทานก่อนอาหารเย็นประมาณ30นาที เพียงให้ยาคนไข้ 3 ครั้ง
ในวันแรก อาการหอบหืดจะบรรเทาลงทันที หากใช้ติดต่อกัน 7-15 วัน อาการของโรคหืดจะบรรเทาลง
เป็นอันมาก และถ้าให้ยาติดต่อ 12-30 วัน อาการหอบของคนไข้จะลดน้อยลงเกือบจะหายเป็นปกติ หาก
คนไข้ป่วยเป็นโรคหืดเพราะ แพ้อากาศ หรืดหืดเทียม อาการป่วยอาจจะหายได้ปกติหากคนไข้รับประทาน
น้ำยาของใบสังกรณีฯ ติดต่อกันต่อไปอีก 30-45 วัน

การรักษาโรคหืดในระยะเรื้อรัง (Chronic Asthma) ให้ใช้เช่นเดียวกับคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคหืดในระยะ
แรกหรือหืดเทียมหรือหืดเพราะแพ้อากาศ แต่ให้เพิ่มจำนวนใบสังกรณีฯ เป็นครั้งละ 15-20 ใบ และให้
รับประทานวันละ 3 ครั้ง เช่นเดียวกัน และสูตรการผสมน้ำบริสุทธิ์ และการเคี่ยวงวด การให้น้ำยาคนไข้
รับประทาน ก้ใช้วิธีการอย่างเดียวกันแต่คนไข้ที่เป็นโรคหืดเรื้อรังนั้นการใช้ใบสังกรณีฯ รักษาก็เพียงช่วย
ให้โรคหืดบรรเทาเบาบางลงเท่านั้น แต่บางรายอาจรักษาให้หายขาดได้ที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับคนไข้ที่เป็น
โรคหืดเรื้อรังนั้น ก็คือช่วยให้คนไข้มีปอดและหลอดลมแข็งแรงยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยให้คนไข้หายใจได้โดย
สะดวกขึ้น แต่ต้องแนะนำให้คนไข้งดรับประทานอาหารที่ผสมด้วยแป้งเชื้อทุกชนิด

โรคต่อมทอมซิลอักเสบ
โรคต่อมทอมซิลอักเสบ สามารถรักษาได้ด้วยสมุนไพรไทย "ใบสังกรณีฯ" การรักษา ให้ปฎิบัติดังนี้
1.ใช้ใบสังกรณีฯ สดๆ 7 ช่อ ตำให้ละเอียดผสมกับน้ำสุก และคั้นน้ำให้คนไข้อมกลั้วคอ วันละ 3 ครั้ง
2. ใช้ใบสังกรณีฯ สดๆ 7-10 ช่อ มาผสมด้วยน้ำบริสุทธิ์ 2 ถ้วยข้าวต้ม หรือประมาณ 600 ซี.ซี. แล้ว
เคี่ยวงวดให้เหลือน้ำยาเพียง ค่อนถ้วยข้าวต้มหรือประมาณ 150 ซี.ซี.ให้คนไข้รับประทานก่อนอาหาร
วันละ 2-3 ครั้ง ประมาณ 3-5 วัน คนไข้ก็จะหายป่วยเป็นปกติ

โรคหลอดลมอักเสบ
โรคหลอดลมอักเสบ สามารถรักษาได้ด้วยสมุนไพรไทย  "ใบสังกรณีฯ" กรณีคนไข้ป่วยเป็นโรคหลอดลม
อักเสบในระยะแรก (Acute Bronchitis) ควรงดสูบบุหรี่ชั่วคราวแล้วนำใบสังกรณีฯ สดๆ 7-10 ช่อ
มาผสมด้วยน้ำบริสุทธิ์ 2 ถ้วยข้าวต้ม หรือประมาณ 600 ซี.ซี. แล้วเคี่ยวงวดให้เหลือน้ำยาเพียงค่อนถ้วย
ข้าวต้มหรือประมาณ 150 ซี.ซี. ให้คนไข้รับประทาน วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าประมาณ 30 นาที
และก่อนอาหารเย็นอีกครั้ง ก่อนอาหารประมาณ 30 นาทีเช่นกันและควรให้คนไข้รับประทานน้ำยา
ใบสังกรณีฯ อุ่นๆโดยให้คนไข้รับประทานติดต่อกัน 7-15 วัน การให้ยาคนไข้ในเวลาเย็นนั้น ก็ควรนำ
กากใบยาที่เหลือในตอนเช้ามาเติมน้ำสูตรเตียวกับการต้มในตอนเช้า และเคี่ยวน้ำยาให้งวดเท่ากับใน
ตอนเช้า แล้วจึงทิ้งกากยาไป ในวันรุ่งขึ้นให้เปลี่ยนใบยาใหม่ โดยหมุนเวียนติดต่อกันไปจนกระทั่ง
ครบ 15 วัน กรณีคนไข้ป่วยเป็นโรคหลอดลมอักเสบในระยะเรื้อรังควรแนะนำให้คนไข้งดการสูบบุหรี่
แล้วให้คนไข้รับประทานใบสังกรณีฯ ตามสูตรเดียวกันกับในข้อแรก ติดต่อกัน 45-60 วัน อาการป่วย
ของคนไข้ก็จะหายได้ แม้คนไข้อดบุหรี่ไม่ได้ ก็ควรขอให้คนไข้สูบบุหรี่ลดน้อยลง



Copyright © 2004 Siam AirCare Co., Ltd. All rights reserved.